เจ้าหญิงเทียนไข คือเจ้าหญิงน้อยผู้มีหัวใจไม่ต่างจากเด็กหญิงธรรมดาคนหนึ่ง ผู้เปี่ยมด้วยความฝันและจินตนาการอันงดงาม
ทุกค่ำคืน เธอมักฝันถึงเรื่องเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า—ภาพของปราสาททองคำที่ส่องประกาย กระจกวิเศษที่สะท้อนความลับบางอย่าง และดินแดนพิศวงชวนหลงใหล ราวกับโลกใน
Alice in Wonderland
ทว่า โลกแห่งความฝันของเธอกลับแปลกประหลาดและน่าฉงนยิ่งกว่านั้น เพราะที่นั่นมีทั้งแม่มด ภูติผีปีศาจ และเงามืดลึกลับที่คอยเฝ้ามองเธออยู่เสมอ
ในความฝันนั้นเอง ลูซิเฟอร์ปรากฏกายขึ้น เขาพยายามล่อลวงเจ้าหญิงน้อยด้วยคำสัญญาอันแสนหวาน ว่าจะประทานพรให้เธอได้ทุกสิ่งที่ปรารถนา
แต่เมื่อเธอเอ่ยขอ "ความเป็นอมตะ" เขากลับเพียงส่ายศีรษะช้า ๆ ก่อนกล่าวว่า สิ่งนั้นแม้แต่เขาก็มิอาจมอบให้ได้
พรสูงสุดที่เขาจะประทานได้ คือการทำให้เธอกลายเป็น "แม่มด" — หากแต่มีข้อแลกเปลี่ยน
เธอต้องกลายเป็นสาวกของเขา และบอกเล่าแก่โลกมนุษย์ว่า ลูซิเฟอร์มิใช่ปีศาจผู้ชั่วร้าย หากเป็นเพียงผู้ถูกมนุษย์สาปแช่งและเข้าใจผิดมาเนิ่นนาน…
เจ้าหญิงน้อยเชื่อในถ้อยคำที่ลูซิเฟอร์กล่าว นางจึงเอ่ยขึ้นด้วยเสียงแผ่วเบา
"หากเป็นจริงดังที่ท่านว่า… ขอให้ข้าได้เห็นเถิด ว่าเมื่อครั้งท่านยังเป็นมนุษย์ ท่านต้องเผชิญสิ่งใดบ้าง มนุษย์ได้กลั่นแกล้ง ใส่ร้าย หรือสาปแช่งท่านเช่นไร…"
ลูซิเฟอร์มิได้ตอบทันที เขาเพียงยิ้มบาง ดวงตาเปี่ยมด้วยความทรงจำอันยาวนาน ก่อนกล่าวกับนางอย่างอ่อนโยน
"จงหลับตาลง… แล้วปล่อยให้ความฝันนำพาเจ้าไป"
สิ้นถ้อยคำนั้น เขาก็ก้าวเข้าสู่นิมิตของเจ้าหญิง ราวกับเงาที่หลอมรวมเข้ากับห้วงนิทรา และเริ่มถ่ายทอดความทรงจำซึ่งถูกกาลเวลาฝังกลบไว้เนิ่นนาน
ในความฝันนั้น ลูซิเฟอร์มิใช่ปีศาจ หากเป็นเพียงเด็กหนุ่มผู้หนึ่ง—เจ้าชายแห่งอาณาจักรแม่มด ผู้ถือกำเนิดท่ามกลางเวทมนตร์และของวิเศษนานัปการ
เจ้าชายหนุ่มมักใช้เวลาในห้องโถงเงียบงัน สนทนากับสิ่งวิเศษทั้งหลายราวกับเป็นสหาย โดยเฉพาะ "กระจกวิเศษ" ซึ่งเขาโปรดปรานยิ่งนัก
คำถามที่เจ้าชายมักเอ่ยต่อกระจกอยู่เสมอคือ
"หญิงใดกันเล่าที่เป็นเนื้อคู่แห่งข้า… โปรดบอกข้าเถิด"
กระจกวิเศษตอบกลับทุกครา ด้วยเสียงสงบนิ่งดุจสายน้ำ
"พระองค์ยังทรงเยาว์วัยนัก เวลานั้นยังมาไม่ถึง พระองค์ต้องฝึกฝนเวทมนตร์ให้แกร่งกล้าก่อน แล้ววันหนึ่งจึงจะได้พบนาง และเชิญนางเข้าสู่วังในฐานะราชินีเคียงข้างพระองค์"
เจ้าชายยังคงไม่คลายความสงสัย จึงถามต่อว่า
"แล้ววันนั้นจะมาถึงเมื่อใดกันเล่า?"
กระจกวิเศษจึงตอบว่า
"เมื่อทั้งพระองค์และผู้เป็นเนื้อคู่ เติบใหญ่เป็นหนุ่มสาวผู้แข็งแกร่ง ทั้งในพละกำลัง เวทมนตร์ และจิตใจอันมั่นคงพอจะเผชิญหมู่มาร ซึ่งจักพยายามบ่อนทำลายจิตวิญญาณ ทำให้หวาดกลัวจนสิ้นสติ"
"หากหัวใจยังอ่อนแอเกินไป… พวกท่านทั้งสองอาจมิได้กลายเป็นผู้ครองแสงสว่าง หากกลับแปรเปลี่ยนเป็นปีศาจที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าสิ่งใดในโลกเสียเอง…"
ครั้นเจ้าชายได้ฟังถ้อยคำของกระจกวิเศษ พระองค์ก็ผงะไปเล็กน้อย ความฉงนฉายอยู่ในแววตา ก่อนจะเอ่ยถามต่อด้วยเสียงแผ่วเบา
"เหตุใดหมู่มารจึงต้องคิดทำร้ายข้า… และหญิงผู้เป็นเนื้อคู่ของข้าด้วยเล่า?"
กระจกวิเศษนิ่งเงียบครู่หนึ่ง ก่อนตอบด้วยสุรเสียงเรียบสงบ
"เพราะเมื่อวันเวลาเคลื่อนผ่านไป ท่านทั้งสองจักเติบใหญ่พร้อมพลังจิต เวทมนตร์ และพละกำลังอันยิ่งยวด หมู่มารย่อมหวาดหวั่นว่าท่านจะลุกขึ้นขจัดความมืดของพวกมัน จึงพยายามทำลายจิตใจของท่านเสียก่อน เพื่อสะกดพลังนั้นมิให้ตื่นขึ้น"
สิ้นคำตอบ ภาพในนิมิตก็พร่าเลือนราวม่านหมอกถูกลมพัดพา
เจ้าหญิงสะดุ้งตื่นจากความฝัน หัวใจยังเต้นแรง นางรีบหันไปถามลูซิเฟอร์ทันที
"เพราะหมู่มารใช่หรือไม่… ที่ทำให้ท่านกลายเป็นเช่นทุกวันนี้?"
ลูซิเฟอร์หลุบสายตาลงช้า ๆ ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงหนักอึ้ง
"ใช่… พวกมันบ่อนทำลายจิตใจของข้า จนข้าสูญเสียการควบคุมตนเอง และมือของข้าก็แปดเปื้อนเลือดผู้คนมากมาย แต่ลึกลงไปแล้ว… จิตแท้จริงของข้ายังคงมิได้ปรารถนาความชั่วร้ายเลย"
เขาหัวเราะแผ่วเบาอย่างขมขื่น
"ข้าเองยังไม่เข้าใจ เหตุใดมนุษย์จึงตั้งนามให้ข้าว่า 'ลูซิเฟอร์' ราวกับข้าเกิดมาเพื่อเป็นปีศาจ"
เจ้าหญิงจึงเอื้อมมือไปปลอบโยน พลางกล่าวอย่างมั่นคง
"อย่ากังวลไปเลย… ข้าจะเป็นผู้บอกเล่าความจริงแทนท่านเอง"
สิ้นคำปลอบนั้น ลูซิเฟอร์ก็ยืนนิ่ง ก่อนแสงสว่างอ่อนจางจะโอบล้อมร่างของเขา เงามืดค่อย ๆ สลายหายไป เผยให้เห็นร่างแท้จริง—เจ้าชายหนุ่มผู้มีใบหน้าสง่างามดุจมนุษย์ธรรมดา
เจ้าหญิงถึงกับเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง เพราะแท้จริงแล้ว เขามิใช่ปีศาจโดยกำเนิด หากเป็นเพียงมนุษย์ผู้ถูกหมู่มารรบกวนจิตใจ และถูกผู้คนอันเปี่ยมด้วยความริษยาสาปแช่ง
เมื่อชีวิตดับสูญ เขาจึงยอมแลกหัวใจกับพลังแห่งความมืดเพื่อกลับมามีชีวิตอีกครั้ง และนับแต่นั้น พลังอันมืดมนก็ค่อย ๆ กัดกินจิตวิญญาณของเขา จนโลกเรียกขานเขาว่า "ลูซิเฟอร์"
เจ้าหญิงมองเขานิ่ง ก่อนเอ่ยถามอย่างอ่อนโยน
"แล้ว… นามแท้จริงของท่านคือสิ่งใดกันแน่?"
ชายหนุ่มยิ้มบาง ก่อนตอบว่า
"ข้ามีนามว่า… ลูเซียส"
เขาหันกลับมาถามนางบ้าง
"แล้วเจ้าล่ะ เจ้าหญิง… เจ้าชื่ออะไร?"
นางยิ้มเขินเล็กน้อย ก่อนตอบตามจริง
"ข้ายังไม่มีชื่อที่แท้จริง ผู้คนเพียงเรียกข้าว่า 'เจ้าหญิงเทียนไข' เท่านั้น"
ลูเซียสนิ่งคิดครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวขึ้น
"เช่นนั้น ให้ข้าตั้งชื่อให้เจ้าดีหรือไม่?"
เจ้าหญิงยิ้มกว้าง ดวงตาเปล่งประกายด้วยความยินดี
"เอาสิ ข้าเองก็อยากมีชื่อใหม่อยู่พอดี"
ลูเซียสครุ่นคิดอยู่ชั่วขณะ ก่อนเอ่ยออกมาอย่างแผ่วเบา
"ลูนา… หรือ ไอลีน ดีเล่า ข้าว่าทั้งสองชื่อนั้นเหมาะกับเจ้ายิ่งนัก"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เจ้าหญิงก็ยิ้มจนแก้มปลั่ง ก่อนเลือกชื่อ "ลูนา" เพราะมันเชื่อมโยงกับแสงแห่งพระจันทร์ที่นางรัก
นางกล่าวขอบคุณเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก่อนถามด้วยความเขินอาย
"หากข้าเลือกชื่อนี้… ท่านคิดว่ามันเหมาะกับข้าหรือไม่?"
ลูเซียสมองนางด้วยสายตาอ่อนโยน ก่อนตอบว่า
"เหมาะสมยิ่งแล้ว เพราะเจ้าเปรียบดั่งเจ้าหญิงเทียนไข ผู้ส่องแสงงดงามที่สุดในยามค่ำคืน ทุกครั้งที่ข้ามองเจ้า ข้ารับรู้ได้ถึงแสงออร่าที่เจิดจ้า ยิ่งเมื่อดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า เจ้ายิ่งสง่างามและงดงามเหนือสิ่งใด…"
กระจกวิเศษ
เจ้าหญิงหลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ เสียงหัวเราะนั้นเต็มเปี่ยมด้วยความสุขบริสุทธิ์ ราวกับแสงเทียนที่ส่องไหวอย่างอ่อนโยนในยามค่ำคืน
นางเงยหน้ามองเจ้าชาย ก่อนเอ่ยถามด้วยความอยากรู้อย่างจริงใจ
"แล้ว… กระจกวิเศษเล่า บัดนี้มันไปอยู่แห่งหนใดเสียแล้ว?"
เจ้าชายชะงักไปเล็กน้อย ก่อนส่ายศีรษะช้า ๆ แววตาฉายความคิดถึงบางอย่างที่ยากจะเอื้อนเอ่ย
"ข้าเองก็ไม่รู้เช่นกัน…" เขาตอบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
"ตลอดเวลาที่ผ่านมา ข้าเฝ้าตามหาของวิเศษทั้งหลายที่เคยอยู่เคียงข้างข้า รวมถึงกระจกวิเศษด้วย เพราะในบรรดาสิ่งวิเศษทั้งหมด มันคือผู้ที่ข้าสนิทใจที่สุด เปรียบดั่งบริวาร… และสหายเพียงผู้เดียวที่รับฟังความในใจของข้าเสมอมา"
สายลมยามราตรีพัดผ่านแผ่วเบา ราวกับนำพาความทรงจำในอดีตให้หวนกลับมาอีกครั้ง และในแววตาของเจ้าชายนั้น ยังปรากฏความหวังเลือนราง ว่าสักวันหนึ่ง เขาจะได้พบสหายเก่าผู้นั้นอีกครา
เจ้าหญิงลูนายังคงมองเจ้าชายด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน ทว่าภายในดวงตานั้นกลับฉายแววครุ่นคิดบางประการ
"หากกระจกวิเศษสำคัญต่อท่านถึงเพียงนั้น…" นางเอ่ยช้า ๆ "บางที มันอาจยังคงเฝ้ามองท่านอยู่ก็เป็นได้ เพียงแต่ท่านยังหาไม่พบเท่านั้น"
ลูเซียสยิ้มจาง คล้ายอยากเชื่อในคำพูดนั้น แต่ความเหนื่อยล้าจากกาลเวลาที่ยาวนานทำให้เขาไม่กล้าหวังมากนัก
"ข้าตามหามันมานานเหลือเกิน" เขากล่าว "ของวิเศษทั้งหลายกระจัดกระจายไปหลังจากวันที่ข้าตกสู่ความมืด บางชิ้นถูกช่วงชิง บางชิ้นหลับใหลไปพร้อมกับอาณาจักรที่ล่มสลาย…"
เขาหยุดพูดครู่หนึ่ง ก่อนทอดสายตามองท้องฟ้ายามค่ำคืน
"แต่กระจกวิเศษนั้นต่างออกไป มันมิใช่เพียงสิ่งของ หากมีเจตจำนงและหัวใจของตนเอง ข้าเชื่อว่า… มันเลือกที่จะหายไป"
คำพูดนั้นทำให้เจ้าหญิงนิ่งงัน
สายลมพัดผ่าน เปลวเทียนใกล้ตัวนางไหวเอนอย่างแผ่วเบา และในชั่วขณะหนึ่ง นางรู้สึกราวกับมีใครบางคนกำลังจ้องมองอยู่จากที่ไกลแสนไกล
ทันใดนั้น แสงจันทร์ก็สาดลงบนพื้นหินเบื้องหน้า เกิดเงาสะท้อนบางอย่างคล้ายผิวกระจก แม้ตรงนั้นจะว่างเปล่าไร้สิ่งใดตั้งอยู่
ลูนาขมวดคิ้วเล็กน้อย
"ท่านเห็นหรือไม่…" นางกระซิบ
ลูเซียสหันมองตาม แต่แสงนั้นกลับเลือนหายไปในพริบตา ราวกับไม่เคยมีอยู่จริง
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วครู่ ก่อนเจ้าชายจะหัวเราะเบา ๆ
"บางที กระจกวิเศษอาจกำลังเล่นกลกับเราอยู่ก็ได้"
ทว่าในใจลูนา กลับรู้สึกแตกต่างออกไปอย่างประหลาด ราวกับโชคชะตาบางอย่างได้เริ่มเคลื่อนไหวแล้ว
และในค่ำคืนเดียวกันนั้น—
ที่ใดสักแห่งซึ่งไร้ผู้คนรับรู้
กระจกบานหนึ่งซึ่งแตกร้าวเล็กน้อย พลันส่องประกายขึ้นเองกลางความมืด เสียงแผ่วเบาดังขึ้นราวกับลมหายใจ
"ในที่สุด… ดวงจันทร์ก็ได้พบกับผู้ถูกสาปอีกครั้ง…"
กระจกวิเศษเริ่มสื่อสารกับลูนา
เจ้าหญิงลูนายังคงมองเจ้าชายด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน ทว่าภายในดวงตานั้นกลับฉายแววครุ่นคิดบางประการ
"หากกระจกวิเศษสำคัญต่อท่านถึงเพียงนั้น…" นางเอ่ยช้า ๆ "บางที มันอาจยังคงเฝ้ามองท่านอยู่ก็เป็นได้ เพียงแต่ท่านยังหาไม่พบเท่านั้น"
ลูเซียสยิ้มจาง คล้ายอยากเชื่อในคำพูดนั้น แต่ความเหนื่อยล้าจากกาลเวลาที่ยาวนานทำให้เขาไม่กล้าหวังมากนัก
"ข้าตามหามันมานานเหลือเกิน" เขากล่าว "ของวิเศษทั้งหลายกระจัดกระจายไปหลังจากวันที่ข้าตกสู่ความมืด บางชิ้นถูกช่วงชิง บางชิ้นหลับใหลไปพร้อมกับอาณาจักรที่ล่มสลาย…"
เขาหยุดพูดครู่หนึ่ง ก่อนทอดสายตามองท้องฟ้ายามค่ำคืน
"แต่กระจกวิเศษนั้นต่างออกไป มันมิใช่เพียงสิ่งของ หากมีเจตจำนงและหัวใจของตนเอง ข้าเชื่อว่า… มันเลือกที่จะหายไป"
คำพูดนั้นทำให้เจ้าหญิงนิ่งงัน
สายลมพัดผ่าน เปลวเทียนใกล้ตัวนางไหวเอนอย่างแผ่วเบา และในชั่วขณะหนึ่ง นางรู้สึกราวกับมีใครบางคนกำลังจ้องมองอยู่จากที่ไกลแสนไกล
ทันใดนั้น แสงจันทร์ก็สาดลงบนพื้นหินเบื้องหน้า เกิดเงาสะท้อนบางอย่างคล้ายผิวกระจก แม้ตรงนั้นจะว่างเปล่าไร้สิ่งใดตั้งอยู่
ลูนาขมวดคิ้วเล็กน้อย
"ท่านเห็นหรือไม่…" นางกระซิบ
ลูเซียสหันมองตาม แต่แสงนั้นกลับเลือนหายไปในพริบตา ราวกับไม่เคยมีอยู่จริง
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วครู่ ก่อนเจ้าชายจะหัวเราะเบา ๆ
"บางที กระจกวิเศษอาจกำลังเล่นกลกับเราอยู่ก็ได้"
ทว่าในใจลูนา กลับรู้สึกแตกต่างออกไปอย่างประหลาด ราวกับโชคชะตาบางอย่างได้เริ่มเคลื่อนไหวแล้ว
และในค่ำคืนเดียวกันนั้น—
ที่ใดสักแห่งซึ่งไร้ผู้คนรับรู้
กระจกบานหนึ่งซึ่งแตกร้าวเล็กน้อย พลันส่องประกายขึ้นเองกลางความมืด เสียงแผ่วเบาดังขึ้นราวกับลมหายใจ
"ในที่สุด… ดวงจันทร์ก็ได้พบกับผู้ถูกสาปอีกครั้ง…"
หลังจากนั้นแสงของกระจกวิเศษดับสูญ ห้องทั้งห้องก็ตกอยู่ในความเงียบงันอันหนักอึ้ง
ไม่มีผู้ใดเอ่ยวาจาอยู่ชั่วขณะ ราวกับแม้แต่กาลเวลาก็หยุดนิ่งเพื่อเฝ้ารอฟังบางสิ่งที่ยังมาไม่ถึง
ลูนารู้สึกได้ว่าหัวใจของตนเต้นช้าลงอย่างประหลาด ความเย็นแผ่ซ่านจากปลายนิ้วไล่ขึ้นมาถึงอก คล้ายมีสายตาที่มองไม่เห็นกำลังเฝ้ามองนางจากทุกทิศทาง
"มัน… หายไปแล้วจริงหรือ" นางกระซิบ
ลูเซียสไม่ได้ตอบทันที เขายังคงจ้องพื้นตรงจุดที่วงเวทเคยปรากฏ ดวงตาของเขาเข้มขึ้นอย่างที่ลูนาไม่เคยเห็นมาก่อน
"ไม่…" เขาพึมพำเบา ๆ
"มันไม่ได้หายไป"
ทันใดนั้น เงาของทั้งสองที่ทอดอยู่บนพื้นหินก็เริ่มบิดเบี้ยว
เงาของลูนายังคงนิ่งงัน ทว่าเงาของลูเซียสกลับเคลื่อนไหวช้ากว่าร่างจริง ราวกับมีเจตจำนงของตนเอง
เงานั้นค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น
แม้ในห้องจะไร้แสง แต่ดวงตาสีดำสนิทกลับปรากฏขึ้นบนเงานั้นอย่างชัดเจน
ลูนาถอยหลังโดยไม่รู้ตัว
"ท่าน… เห็นหรือไม่…"
ลูเซียสกำหมัดแน่น พลังมืดเริ่มแผ่กระจายรอบกาย
"พวกมันตามข้ามาแล้ว…"
เสียงหัวเราะแผ่วเบาดังขึ้นจากทุกทิศทาง ไม่ใช่เสียงมนุษย์ มิใช่เสียงปีศาจ หากเป็นเสียงที่เหมือนความคิดด้านในถูกบิดเบือน
"ผู้ถูกสาปยังคงดิ้นรน…"
อากาศเย็นจัดลงทันที เปลวเทียนที่ดับไปแล้วกลับลุกขึ้นเอง แต่เปลวไฟนั้นกลับเป็นสีดำ
ลูเซียสก้าวมายืนขวางหน้าลูนาโดยสัญชาตญาณ
"อย่ามองมันตรง ๆ" เขากล่าวเสียงต่ำ "หมู่มารมิได้โจมตีร่างกาย… แต่มันกัดกินจิตใจ"
เงาบนพื้นเริ่มยืดยาวขึ้น ก่อนแยกออกจากร่างของเขาอย่างช้า ๆ
และแล้ว เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นอีกครั้ง—ครานี้ไม่ใช่กระจกวิเศษ
"เจ้าคิดหรือว่าความทรงจำเพียงเศษเสี้ยว จะชำระบาปของเจ้าได้… ลูเซียส"
ชื่อที่ถูกเอ่ยออกมาทำให้ห้องทั้งห้องสั่นไหว
ลูเซียสนิ่งงัน ดวงตาฉายแววหวาดหวั่นเพียงชั่วเสี้ยววินาที
"พวกเจ้าต้องการสิ่งใด" เขาถาม
เสียงนั้นหัวเราะแผ่ว
"เรามิได้ต้องการเจ้า…"
เงาดำค่อย ๆ หันไปทางลูนา
"…แต่เรามาหานาง"
ทันใดนั้น ภาพบางอย่างก็ไหลบ่าเข้าสู่จิตใจของลูนา—ภาพปราสาทพังทลาย ดวงจันทร์สีแดง และหญิงสาวผู้หนึ่งยืนอยู่กลางกองเถ้าถ่าน… หญิงสาวคนนั้นมีใบหน้าเหมือนนางทุกประการ
ลูนาสะดุ้งหายใจแรง
"นั่น… คือใคร?"
ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง
ก่อนเสียงกระซิบสุดท้ายจะดังขึ้นใกล้หูของนางราวกับยืนอยู่ด้านหลัง
"นั่นคือเจ้าก่อนที่เจ้าจะลืมทุกสิ่ง…"
ทันใดนั้น กระจกเงาที่ผนังห้องก็แตกร้าวพร้อมกันทั้งหมด เสียงแตกดังสะท้อนก้องไปทั่วหอคอย
และไกลออกไป… ภายใต้ผืนป่ามืดลึก หมู่เงาดำจำนวนมากเริ่มลืมตาขึ้นพร้อมกัน
การตามล่าได้เริ่มต้นแล้ว
ลูนาอาจไม่ใช่มนุษย์ธรรมดา
เสียงกระจกแตกร้าวยังคงสะท้อนก้องอยู่ในความทรงจำของลูนา แม้ห้องทั้งห้องจะกลับสู่ความเงียบงันแล้วก็ตาม
เศษกระจกกระจายอยู่ทั่วพื้น แต่สิ่งที่น่าประหลาดคือ—ไม่มีชิ้นใดสะท้อนเงาของนางเลย
ลูนาก้มลงมอง มือของตนสั่นเล็กน้อย
"เหตุใด… ข้าจึงไม่มีเงาอยู่ในกระจก…"
ลูเซียสชะงัก ดวงตาของเขาฉายแววตระหนกเป็นครั้งแรก
เขารีบหยิบเศษกระจกขึ้นมา ทว่าในนั้นปรากฏเพียงภาพของเขาผู้เดียว ราวกับโลกปฏิเสธการมีอยู่ของลูนา
ทันใดนั้น เสียงกระซิบแผ่วเบาก็ดังขึ้นอีกครั้ง จากเศษกระจกชิ้นหนึ่ง
"เพราะนางมิได้อยู่ในโลกนี้อย่างสมบูรณ์…"
ลูเซียสสะบัดมือปล่อยเศษกระจกทันที
"พอได้แล้ว!" เขาตวาด เสียงสะท้อนพลังมืดสั่นไหวไปทั่วห้อง
แต่เสียงนั้นยังคงหัวเราะแผ่ว
"เจ้าปกป้องนางได้เพียงร่าง… แต่ไม่อาจปกป้องความจริง"
ทันใดนั้น อากาศรอบตัวก็หนักอึ้ง ราวกับมีบางสิ่งกำลังกดทับโลกทั้งใบ
ลูนารู้สึกปวดศีรษะอย่างรุนแรง ภาพแปลกประหลาดไหลบ่าเข้าสู่จิตใจอีกครั้ง—
หอคอยสูงตระหง่านถูกไฟเผาไหม้
ท้องฟ้ากลายเป็นสีแดงฉาน
และเสียงผู้คนจำนวนมากกำลังร้องเรียกชื่อหนึ่งซ้ำแล้วซ้ำเล่า
"ลูนา… ลูนา… ผู้ปลุกจันทร์…"
นางทรุดลงกับพื้น หายใจติดขัด
"ข้า… จำสิ่งเหล่านี้ไม่ได้… แต่เหตุใดมันจึงเหมือนความทรงจำของข้า…"
ลูเซียสคุกเข่าลงข้างนาง สีหน้าของเขาเคร่งเครียด
"อย่าฝืนคิดถึงมัน" เขากล่าวเสียงต่ำ "หมู่มารใช้ความทรงจำเป็นประตู หากเจ้าเปิดรับมากเกินไป พวกมันจะเข้ามาได้"
แต่ยังไม่ทันสิ้นคำ พื้นห้องก็เริ่มสั่นสะเทือน
แสงสีเงินปรากฏขึ้นอีกครั้ง—ครานี้มิใช่วงเวท หากเป็นเงารูปพระจันทร์เต็มดวงที่ฉายอยู่กลางอากาศ
ภายในแสงนั้น ปรากฏเงาของหญิงสาวผู้หนึ่ง… สวมมงกุฎแตกหัก และดวงตาว่างเปล่า
นางค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น
แล้วกล่าวด้วยเสียงเดียวกับลูนา
"ในที่สุด… เจ้าก็ตื่นเสียที"
ลูนามองภาพนั้น รู้สึกราวกับกำลังมองตนเองในอนาคต… หรืออดีตที่ถูกลืม
ลูเซียสลุกขึ้นทันที พลังแห่งความมืดพวยพุ่งรอบตัวเขา
"เจ้าไม่ใช่นาง!"
เงานั้นยิ้มบาง
"ข้ามิใช่… แต่ข้าคือสิ่งที่นางเคยเป็น"
ทันใดนั้น แสงทั้งหมดก็ดับลง
และเสียงของกระจกวิเศษก็ดังแทรกขึ้นเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่หายไป
"เวลาของการปกปิดได้สิ้นสุดแล้ว… ผู้ถูกสาป และผู้ถือแสงจันทร์ ต้องเลือกแล้วว่าจะจดจำ… หรือสูญสลาย"
ลมพายุพัดกระหน่ำเข้ามาทางหน้าต่างที่เปิดออกเองโดยไร้ผู้แตะต้อง
ไกลออกไปเหนือขอบฟ้า ดวงจันทร์ค่อย ๆ เปลี่ยนสี… จากขาวนวลเป็นสีแดงเข้มอย่างช้า ๆ
และในเงามืดของโลกอีกฟากหนึ่ง บางสิ่งที่หลับใหลมานานนับศตวรรษ ได้ลืมตาขึ้น
มันกำลังรอ… การกลับมาของ "ราชินีแห่งรัตติกาล"
เปิดเผยว่า ลูนาคือใครในอดีต
ดวงจันทร์สีเลือดยังคงแขวนอยู่บนท้องฟ้า ราวกับดวงตาขนาดมหึมาที่เฝ้ามองโลกอย่างไม่กระพริบ
ภายในหอคอย ความเงียบกลับหนักอึ้งยิ่งกว่าเดิม
ลูนายังคงนั่งนิ่ง หัวใจเต้นสับสนระหว่างความหวาดกลัวและความรู้สึกคุ้นเคยประหลาด ภาพหญิงสาวในแสงจันทร์ยังติดอยู่ในความคิดของนางไม่เลือนหาย
"ราชินีแห่งรัตติกาล…" นางพึมพำเบา ๆ ราวกับคำนี้หลุดออกมาจากส่วนลึกของวิญญาณ มิใช่จากความคิด
ลูเซียสได้ยินเช่นนั้นก็ชะงัก
"เจ้าเคยได้ยินชื่อนั้นมาก่อนหรือ?"
ลูนาส่ายหน้า ทว่าน้ำเสียงกลับไม่มั่นคง
"ไม่… แต่หัวใจของข้ารู้จักมัน"
ทันใดนั้น อุณหภูมิในห้องก็ลดต่ำลงอีกครั้ง ลมหายใจของทั้งสองกลายเป็นไอขาว
เสียงบางอย่างดังขึ้นจากกำแพงหิน… เสียงเหมือนเล็บยาวขูดผ่านพื้นผิวช้า ๆ
ครืด… ครืด…
ลูเซียสหันขวับ พลังมืดรวมตัวที่ฝ่ามือทันที
เงาดำซึมออกมาจากรอยแตกของกำแพง ราวกับความมืดกำลังไหลออกมาจากอีกโลกหนึ่ง
แล้วมันก็รวมตัวเป็นรูปร่างมนุษย์สูงผอมผิดธรรมชาติ ใบหน้าเลือนรางไร้ดวงตา
"เราพบเธอแล้ว…"
เสียงนั้นมิได้ดังผ่านอากาศ หากก้องอยู่ภายในศีรษะ
ลูเซียสก้าวมาขวางลูนาทันที
"ถอยไป" เขากล่าวเสียงต่ำ
เงาร่างนั้นเอียงศีรษะช้า ๆ ราวกับกำลังพิจารณาเขา
"ผู้ถือความมืด… เจ้าปกป้องนางอีกครั้งแล้วหรือ"
พลังสีดำพวยพุ่งออกจากลูเซียส พื้นหินใต้เท้าแตกร้าว
"ข้าจะไม่ยอมให้พวกเจ้าพานางไป"
เงาร่างหัวเราะเสียงแห้ง
"เจ้ายังไม่เข้าใจ… เรามิได้มาพรากนาง"
มันค่อย ๆ ชี้ไปยังลูนา
"…เรามารับราชินีของเรา"
คำพูดนั้นทำให้ทั้งห้องสั่นสะเทือน
ทันใดนั้น ดวงตาของลูนาก็เรืองแสงสีเงินโดยไม่รู้ตัว ลวดลายวงเวทปรากฏขึ้นใต้ฝ่าเท้าของนางอีกครั้ง แต่ครานี้ซับซ้อนและเก่าแก่ยิ่งกว่าเดิม
เสียงจำนวนมากดังซ้อนกันในหัวของนาง
"ตื่นเถิด…"
"ผู้ปกครองรัตติกาล…"
"เวลาของเจ้ากลับมาแล้ว…"
ลูนากุมศีรษะ รู้สึกเหมือนความทรงจำมหาศาลกำลังพยายามทะลักกลับคืน
ภาพสงคราม…
กองทัพเงามืดคุกเข่า…
และชายผู้หนึ่งยืนเคียงข้างนาง—ใบหน้าของเขาคือ… ลูเซียส
"ไม่…" ลูเซียสกระซิบ สีหน้าซีดลง "นี่ไม่ควรเกิดขึ้นเร็วขนาดนี้…"
เขายื่นมือไปจับไหล่นาง
"ลูนา ฟังเสียงข้า เจ้ายังคือเจ้า อย่าปล่อยให้มันดึงเจ้าไป!"
ลูนาลืมตาขึ้น ดวงตาสีเงินส่องประกาย
และเป็นครั้งแรก—น้ำเสียงของนางเปลี่ยนไปเล็กน้อย ลึก เย็น และทรงอำนาจอย่างน่าประหลาด
"เหตุใด… พวกเจ้าจึงคุกเข่าอยู่ต่อหน้าข้า…"
ทันทีที่นางเอ่ยจบ เงาร่างทั้งหมดก็ทรุดลงกับพื้นราวถูกแรงกดมหาศาลบังคับ
ลูเซียสเบิกตากว้าง
เพราะพลังนั้น… มิใช่เวทมนตร์ของแม่มด
แต่มันคือพลังของผู้ปกครองโดยกำเนิด
เสียงกระจกวิเศษดังขึ้นอีกครั้ง แผ่วเบาแต่ชัดเจน
"ชิ้นส่วนแห่งวิญญาณได้เริ่มตื่นแล้ว…"
และในเงามืดไกลออกไป ผู้ใดผู้หนึ่งกำลังยิ้ม
"ในที่สุด… เกมก็เริ่มขึ้นเสียที"
กระจกวิเศษเผย "ความลับที่ลูเซียสปิดบังไว้"
เงาร่างทั้งหลายยังคงคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าลูนา ราวกับแรงบางอย่างบังคับให้พวกมันยอมสยบโดยไม่อาจขัดขืน
ห้องทั้งห้องเงียบงัน มีเพียงเสียงลมหายใจของนางที่ดังชัดผิดปกติ
ดวงตาสีเงินของลูนาส่องประกายอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนแสงนั้นจะค่อย ๆ เลือนหาย นางเซถอยหลังเล็กน้อย ราวกับเพิ่งตื่นจากภวังค์
"เกิด… อะไรขึ้นกับข้า…"
เงาร่างตรงหน้าสลายกลายเป็นหมอกดำทันที ราวกับไม่อาจคงอยู่ต่อหน้าเจตจำนงของนางได้อีก
ลูเซียสรีบเข้าประคอง นัยน์ตาของเขาเต็มไปด้วยความกังวลที่พยายามซ่อน
"เจ้าจำสิ่งที่พูดเมื่อครู่ได้หรือไม่"
ลูนาส่ายหน้าเบา ๆ
"ข้ารู้สึกเหมือนมีใครบางคน… มองโลกผ่านสายตาของข้า"
คำตอบนั้นทำให้ลูเซียสนิ่งไป
เพราะเขารู้ดี—นั่นคือสัญญาณของ "การตื่น"
ทันใดนั้น กระจกบานหนึ่งที่ยังไม่แตกบนผนังก็สั่นไหว ก่อนพื้นผิวจะกลายเป็นคลื่นน้ำสีเงิน
เสียงกระจกวิเศษดังขึ้น ชัดเจนกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา
"เวลาของการปกปิดสิ้นสุดแล้ว ลูเซียส"
เจ้าชายเงยหน้าช้า ๆ สีหน้าของเขาเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียด
"เจ้ารู้อยู่แล้ว… ว่าวันนี้ต้องมาถึง"
ลูนามองทั้งสองสลับกัน
"พวกท่านกำลังพูดเรื่องอะไร…?"
กระจกเงานิ่งไปครู่หนึ่ง ราวกับลังเล ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
"ความจริงที่เขาไม่เคยบอกเจ้า"
ลูเซียสกำหมัดแน่น
"พอเถอะ"
แต่สายเกินไปแล้ว
พื้นผิวกระจกเปล่งแสง และภาพหนึ่งก็ปรากฏขึ้น—
สนามรบอันกว้างใหญ่ใต้ดวงจันทร์สีแดง
กองทัพเงามืดนับพันคุกเข่า
และบนบัลลังก์สีดำ… หญิงสาวผู้สวมมงกุฎแห่งรัตติกาล
หญิงสาวคนนั้นคือ ลูนา
แต่สิ่งที่ทำให้หัวใจนางหยุดเต้น คือชายที่ยืนอยู่เคียงข้างบัลลังก์
เขาคือ ลูเซียส
ทว่าในภาพนั้น เขามิได้มองนางด้วยความอ่อนโยนเช่นตอนนี้ หากเป็นสายตาของผู้รับคำสั่ง… ผู้จงรักภักดีต่อราชินีเหนือชีวิต
"ไม่…" ลูนากระซิบ
เสียงกระจกเอ่ยต่ออย่างไร้ความปรานี
"ในอดีต เขามิใช่ผู้ปกป้องเจ้า… แต่คือผู้ที่ปลุกพลังของเจ้าให้ตื่นขึ้น"
ภาพเปลี่ยนไปทันที
เปลวไฟเผาผลาญอาณาจักร
เสียงกรีดร้องดังก้อง
และลูนาในอดีตกำลังยืนท่ามกลางซากปรักหักพัง ดวงตาเรืองแสงสีเงินเต็มไปด้วยความเจ็บปวด
เสียงของนางในภาพนั้นก้องสะท้อน
"หากโลกนี้หวาดกลัวความมืด… ข้าจะกลายเป็นความมืดเสียเอง"
ภาพแตกสลาย
ความเงียบถาโถมเข้ามาแทนที่
ลูนาหันไปมองลูเซียส มือของนางสั่นเล็กน้อย
"มัน… คือความจริงหรือไม่"
ลูเซียสหลับตาอยู่ครู่หนึ่ง ราวกับต่อสู้กับบางสิ่งภายในใจ
ก่อนจะตอบด้วยเสียงแผ่วเบา
"…ใช่"
คำตอบนั้นหนักยิ่งกว่าคำโกหกใด ๆ
"ข้าเคยเป็นผู้ที่ยืนอยู่ข้างเจ้า… ในวันที่โลกทั้งใบล่มสลายเพราะพลังของเจ้า"
ดวงจันทร์สีเลือดส่องแสงผ่านหน้าต่างเข้ามาอีกครั้ง
และในแสงนั้น เงาของทั้งสองทอดยาวบนพื้น—
เงาหนึ่งคือราชินี
อีกเงาหนึ่งคือผู้ถูกสาปที่ไม่อาจหนีอดีตของตน
เสียงกระจกวิเศษเอ่ยเป็นครั้งสุดท้ายในคืนนั้น
"ความทรงจำได้เริ่มกลับคืนแล้ว… และเมื่อดวงจันทร์เต็มดวงครั้งถัดไปมาถึง"
มันหยุดไปชั่วขณะ
"…โลกจะต้องเลือก ว่าจะได้รับการช่วยเหลือจากราชินีแห่งรัตติกาล… หรือถูกนางทำลายอีกครั้ง"
ลมพายุพัดกระหน่ำ หอคอยสั่นสะเทือน
และเป็นครั้งแรก—
ลูเซียสเริ่มหวาดกลัว ไม่ใช่หมู่มาร…
แต่คือโชคชะตาของหญิงสาวที่เขาพยายามปกป้องมาตลอด
ฟื้นความทรงจำกลับทีละส่วน
สายลมยามค่ำพัดผ่านช่องหน้าต่างแคบ ๆ ราวกับมีใครบางคนกำลังกระซิบถ้อยคำที่ฟังไม่ชัด เสียงไม้เก่าลั่นเอี๊ยดอ๊าดเบา ๆ ทำให้ความเงียบยิ่งหนักอึ้งกว่าเดิม
ฉันยืนนิ่งอยู่หน้าบันไดวนที่ทอดลงสู่ชั้นล่าง ทั้งที่รู้ดีว่าในบ้านหลังนี้…ไม่มีใครอาศัยอยู่มานานหลายปีแล้ว
แต่เสียงฝีเท้าเมื่อครู่ ไม่ใช่ของฉันแน่นอน
"ใครอยู่ตรงนั้น…" เสียงของฉันแผ่วจนแทบกลืนหายไปกับความมืด
ไม่มีคำตอบ
มีเพียงเสียง ตึก… ตึก… ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ชัดเจนกว่าเดิม เหมือนใครบางคนกำลังเดินอยู่ใต้บันได — ช้า ๆ ราวกับตั้งใจให้ฉันได้ยิน
หัวใจเต้นแรงจนรู้สึกได้ถึงจังหวะที่กระแทกอยู่ในอก ฉันค่อย ๆ ก้าวลงไปทีละขั้น ไม้เก่าร้องครวญใต้ฝ่าเท้า กลิ่นอับชื้นลอยขึ้นมาราวกับถูกปลุกให้ตื่นจากการหลับใหลอันยาวนาน
เมื่อก้าวถึงขั้นสุดท้าย แสงจากตะเกียงในมือส่องไปกระทบผนังด้านหนึ่ง
และฉันก็เห็นมัน
รอยขีดเขียนจำนวนมากเต็มกำแพง ราวกับมีใครพยายามจดบางอย่างซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตัวอักษรบิดเบี้ยวคล้ายลายมือของคนที่กำลังหวาดกลัว
ข้อความเดียวกันถูกเขียนซ้ำไม่รู้กี่ครั้ง—
"อย่าหันกลับไป"
ลมหายใจฉันสะดุด
เพราะในวินาทีนั้นเอง… ฉันได้ยินเสียงหายใจอีกเสียงหนึ่งดังขึ้นด้านหลัง ใกล้เสียจนเหมือนลมหายใจนั้นกำลังรดต้นคอของฉันอยู่
อุ่น… แต่ไร้ชีวิต
และก่อนที่ฉันจะกล้าหันกลับไป ตะเกียงในมือก็ดับลงทันที
ความมืดกลืนทุกอย่างไปในพริบตา
พร้อมเสียงกระซิบแผ่วเบา—
"ในที่สุด…เธอก็ลงมา"
คลายความทรงจำ
สายลมยามค่ำพัดผ่านช่องหน้าต่างแคบ ๆ ราวกับมีใครบางคนกำลังกระซิบถ้อยคำที่ฟังไม่ชัด เสียงไม้เก่าลั่นเอี๊ยดอ๊าดเบา ๆ ทำให้ความเงียบยิ่งหนักอึ้งกว่าเดิม
ฉันยืนนิ่งอยู่หน้าบันไดวนที่ทอดลงสู่ชั้นล่าง ทั้งที่รู้ดีว่าในบ้านหลังนี้…ไม่มีใครอาศัยอยู่มานานหลายปีแล้ว
แต่เสียงฝีเท้าเมื่อครู่ ไม่ใช่ของฉันแน่นอน
"ใครอยู่ตรงนั้น…" เสียงของฉันแผ่วจนแทบกลืนหายไปกับความมืด
ไม่มีคำตอบ
มีเพียงเสียง ตึก… ตึก… ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ชัดเจนกว่าเดิม เหมือนใครบางคนกำลังเดินอยู่ใต้บันได — ช้า ๆ ราวกับตั้งใจให้ฉันได้ยิน
หัวใจเต้นแรงจนรู้สึกได้ถึงจังหวะที่กระแทกอยู่ในอก ฉันค่อย ๆ ก้าวลงไปทีละขั้น ไม้เก่าร้องครวญใต้ฝ่าเท้า กลิ่นอับชื้นลอยขึ้นมาราวกับถูกปลุกให้ตื่นจากการหลับใหลอันยาวนาน
เมื่อก้าวถึงขั้นสุดท้าย แสงจากตะเกียงในมือส่องไปกระทบผนังด้านหนึ่ง
และฉันก็เห็นมัน
รอยขีดเขียนจำนวนมากเต็มกำแพง ราวกับมีใครพยายามจดบางอย่างซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตัวอักษรบิดเบี้ยวคล้ายลายมือของคนที่กำลังหวาดกลัว
ข้อความเดียวกันถูกเขียนซ้ำไม่รู้กี่ครั้ง—
"อย่าหันกลับไป"
ลมหายใจฉันสะดุด
เพราะในวินาทีนั้นเอง… ฉันได้ยินเสียงหายใจอีกเสียงหนึ่งดังขึ้นด้านหลัง ใกล้เสียจนเหมือนลมหายใจนั้นกำลังรดต้นคอของฉันอยู่
อุ่น… แต่ไร้ชีวิต
และก่อนที่ฉันจะกล้าหันกลับไป ตะเกียงในมือก็ดับลงทันที
ความมืดกลืนทุกอย่างไปในพริบตา
พร้อมเสียงกระซิบแผ่วเบา—
"ในที่สุด…เธอก็ลงมา"
—
พันธสัญญาแห่งแสงและความมืด
แสงสีเงินยังคงสั่นไหวอยู่รอบร่างของเจ้าหญิง
ลมหายใจของเธอหนักขึ้น ราวกับมีบางสิ่งกำลังตื่นขึ้นจากส่วนลึกของจิตวิญญาณที่หลับใหลมานานนับศตวรรษ
พื้นแห่งความฝันเริ่มแตกร้าวเป็นวงกว้าง
เสียงของกระจกวิเศษดังขึ้นอีกครั้ง แต่ครั้งนี้…แฝงความเคร่งเครียด
"มันกำลังจะตื่นเช่นกัน"
ลูซิเฟอร์หรี่ตาลง
"เร็วเกินไป…"
เงาไร้หน้าที่ถูกเปิดโปงเมื่อครู่ไม่ได้สลายหายไป กลับรวมตัวใหม่กลางอากาศ ความมืดไหลรวมกันเหมือนหมึกดำในน้ำ จนกลายเป็นรูปร่างสูงใหญ่กว่ามนุษย์หลายเท่า
ดวงตาสีว่างเปล่าปรากฏขึ้นทีละคู่…ทีละคู่…
ราวกับมันมีหลายตัวตนในร่างเดียว
เสียงของมันดังขึ้นพร้อมกันหลายเสียงซ้อนทับ
"ในที่สุด…ผู้ถือแสงจันทร์ก็จำได้"
เจ้าหญิงก้าวถอยโดยไม่รู้ตัว
"มัน…รู้จักข้า?"
กระจกวิเศษส่องแสงแรงขึ้น
"มันคือ ผู้กลืนจิต — สิ่งมีชีวิตที่เกิดจากความกลัวและความสิ้นหวังของมนุษย์ มันไม่อาจทำร้ายผู้ที่จิตใจสมบูรณ์ได้…จึงพยายามทำลายเจ้ามาตลอด"
ลูซิเฟอร์ยืนขวางหน้าเธอทันที
เปลวไฟสีดำอมทองลุกขึ้นรอบตัวเขา
"ครั้งก่อนข้าปล่อยให้มันแตะต้องเจ้าได้… ครั้งนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก"
ผู้กลืนจิตหัวเราะ เสียงดังสะท้อนจนโลกความฝันบิดเบี้ยว
"เจ้าต่างหาก…คือสิ่งที่ข้าสร้างขึ้น"
เจ้าหญิงชะงัก
ลูซิเฟอร์นิ่งไปเพียงเสี้ยววินาที
เงาดำแผ่ขยายเผยภาพในอดีต — ภาพของเจ้าชายลูเซียสในวัยเยาว์ ขณะยืนอยู่ท่ามกลางสงครามเวทมนตร์ เปลวเพลิง ความสูญเสีย และเสียงกรีดร้อง
เสียงของผู้กลืนจิตกระซิบ
"เมื่อเจ้าขายหัวใจให้ความมืด… ความสิ้นหวังของเจ้าก็ให้กำเนิดข้า"
เจ้าหญิงหันมองลูซิเฟอร์อย่างตกใจ
เขาไม่ได้ปฏิเสธ
เพียงหลับตาลงช้า ๆ
"…ใช่ มันเกิดจากข้า"
ความเงียบปกคลุมชั่วครู่
"แต่ข้าไม่ใช่เจ้าของมันอีกต่อไปแล้ว"
เขาลืมตาขึ้น ดวงตาสีแดงเรืองแสงชัดเจนกว่าเดิม
"เพราะตอนนี้ ข้ามีเหตุผลที่จะต่อสู้"
เขาหันมองเจ้าหญิง — หรือ "ลูนา"
แสงสีเงินจากร่างเธอสว่างขึ้นทันที ราวกับตอบสนองต่อคำพูดนั้น
กระจกวิเศษกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
"ถึงเวลาแล้ว เจ้าหญิงเทียนไข…หรือควรเรียกว่า…"
แสงจันทร์ปรากฏเหนือศีรษะเธอ
"…ผู้พิทักษ์จันทรา"
ความทรงจำใหม่ไหลทะลักเข้าสู่จิตใจของลูนา
เธอเห็นตัวเองในอดีตชาติ — ยืนเคียงข้างลูเซียส ไม่ใช่เจ้าหญิงธรรมดา แต่เป็นผู้ใช้พลังแสงที่สามารถชำระความมืดได้
และเหตุผลที่ผู้กลืนจิตต้องการเธอ…
เพราะเธอคือสิ่งเดียวที่สามารถทำลายมันได้อย่างสมบูรณ์
ผู้กลืนจิตคำราม
"หากนางตื่นเต็มที่…ข้าจะสูญสิ้น!"
มันพุ่งเข้าหาเธอทันที
แต่ก่อนที่มันจะถึงตัว—
ลูซิเฟอร์กางปีกสีดำขนาดมหึมาออก
แรงปะทะสะเทือนทั้งโลกความฝัน
"ลูนา!" เขาตะโกน
"ครั้งนี้…อย่าปล่อยให้ความกลัวตัดสินเจ้าอีก"
มือของเธอสั่นเล็กน้อย
แต่ครั้งนี้ เธอไม่ถอย
เปลวแสงสีเงินค่อย ๆ รวมตัวที่ฝ่ามือ กลายเป็นเปลวไฟอ่อนโยนเหมือนแสงเทียน…แต่สว่างราวกับพระจันทร์เต็มดวง
เธอเงยหน้าขึ้น
ดวงตาสงบนิ่ง
"ข้า…จำได้แล้ว"
แสงพุ่งออกจากร่างเธอ พร้อมเสียงกระจกวิเศษประกาศก้อง
"พันธสัญญาแห่งแสงและความมืด…เริ่มต้นอีกครั้ง!"
—
