แสงแดดยามเช้าแผดเผาลงมาที่ลานกลางปราสาท แต่ความร้อนนั้นเทียบไม่ได้เลยกับ "รังสีฆ่าฟัน" ที่แผ่ออกมาจากร่างของ พยัคฆราเชนทร์ เขาเดินวนรอบตัวเซเรน่าเหมือนเสือที่กำลังเล็งเหยื่อ ขณะที่เธอยืนอยู่หน้าเตาหินโบราณในโรงครัวเปิดโล่ง
"พี่ใหญ่บอกว่าเจ้ามีปัญญา... แต่ข้าเชื่อแค่สิ่งที่ตาเห็น" พยัคฆราเชนทร์ใช้กรงเล็บคมกริบกรีดลงบนโต๊ะไม้จนเป็นรอยลึก
"อสูรอย่างพวกเรากินเนื้อเพื่อพลังงาน รสชาติคือเรื่องไร้สาระ แต่ช่วงนี้เหล่านักรบกลับเบื่ออาหารจนพลังลดถอย... หากเจ้าทำอาหารที่ทำให้ข้ายอมกลืนลงคอไม่ได้ ข้าจะใช้หัวของเจ้าแทนลูกบอลให้พวกหมาป่าเล่นขย้ำ!"
เซเรน่ายมองกองเนื้อดิบและสมุนไพรป่าที่วางระเกะระกะด้วยสายตาเรียบเฉย เธอไม่ได้ตกใจกลัว แต่กลับเดินเข้าไปสำรวจวัตถุดิบอย่างคล่องแคล่ว
"การกินเพื่ออยู่คือสัญชาตญาณสัตว์ค่ะคุณพยัคฆราเชนทร์ แต่การกินเพื่อ 'ความสุข' คือสิ่งที่แยกสิ่งมีชีวิตชั้นสูงออกจากสัตว์ป่า" เซเรน่าเอ่ยพลางหยิบมีดขึ้นมา"ท่านบอกว่ารสชาติคือเรื่องไร้สาระ นั่นเพราะท่านไม่เคยได้รับ 'ความใส่ใจ' ผ่านอาหารมาก่อนต่างหาก"
เธอเริ่มลงมือหมักเนื้อด้วยรากสมุนไพรที่มีกลิ่นหอมและรสเผ็ดร้อนเพื่อดับกลิ่นสาบดิน ความใจเย็นของเธอที่ค่อยๆ ปรุงรสอย่างประณีตท่ามกลางเสียงคำรามข่มขู่ของพยัคฆราเชนทร์ ทำให้เสือหนุ่มเริ่มขมวดคิ้วด้วยความสงสัย
"เจ้าไม่กลัวข้าเลยรึไง? ข้าแค่ขยับนิ้วเดียว คอเจ้าก็หักแล้วนะ"
"กลัวไปก็ไม่ได้ทำให้อาหารอร่อยขึ้นค่ะ" เซเรน่าตอบพลางส่งรอยยิ้มบางๆ ที่ดูสว่างไสวดั่งธงเขียวท่ามกลางความมืด "และฉันเชื่อว่า... ลึกๆ แล้วคุณพยัคฆราเชนทร์ไม่ใช่คนใจร้ายขนาดนั้นหรอกค่ะ ท่านแค่ 'เหงา' ในฐานะนักล่าที่ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ต่างหาก"
คำพูดนั้นเหมือนลูกศรที่ปักเข้ากลางใจพยัคฆราเชนทร์ เขาชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะแสร้งทำเป็นโวยวายกลบเกลื่อนความสับสน
เมื่อเนื้อถูกย่างจนสุกพอดี กลิ่นหอมอบอวลที่คละคลุ้งไปด้วยเครื่องเทศป่าลอยไปเตะจมูกพยัคฆราเชนทร์จนเขาลืมตัวเดินเข้ามาใกล้ เซเรน่าตักเนื้อชิ้นที่นุ่มที่สุดขึ้นมาเป่าเบาๆ แล้วยื่นไปตรงหน้าเขา
"ลองชิมดูสิคะ... รสชาติของความใส่ใจน่ะ"
พยัคฆราเชนทร์มองหน้าเธอสลับกับเนื้อในช้อน เขาไม่ยอมใช้มือหยิบ แต่กลับโน้มตัวลงมางับเนื้อจากมือของเธอโดยตรง! ปลายลิ้นที่สากและร้อนระอุสัมผัสโดนปลายนิ้วเรียวของเซเรน่าอย่างตั้งใจ ดวงตาเสือหนุ่มเบิกกว้างเมื่อรสสัมผัสที่ทั้งนุ่มนวลและเผ็ดร้อนระเบิดในปาก รสชาติที่เขาไม่เคยสัมผัสมาตลอดชีวิตทำให้อารมณ์ที่เคยพลุ่งพล่านสงบลงอย่างน่าประหลาด
[ระบบ: ค่าความสับสนในใจของพยัคฆราเชนทร์พุ่งสูงขึ้น!]
[ระบบ: ตรวจพบสภาวะ 'หัวใจสั่นไหว' ของพระเอกธงดำ... ความคลั่งรักเริ่มต้นที่ 5%]
"ก็... ก็แค่เนื้อย่าง" เขาพึมพำเสียงค่อย พยายามหลบสายตาที่อ่อนโยนของเซเรน่า "แต่เจ้า... เจ้าต้องทำแบบนี้ให้ข้ากินทุกวัน ห้ามไปทำคนอื่นเด็ดขาด! เข้าใจไหม!"
เซเรน่าหัวเราะเบาๆ "ถ้าท่านไม่ใจร้ายกับฉัน ฉันจะทำของอร่อยให้ทานทุกวันเลยค่ะ"
ขณะที่พยัคฆราเชนทร์กำลังจมอยู่ในรสชาติอาหาร เหมันต์ และ สิงหราช ก็เดินเข้ามาสมทบจากมุมมืด พวกเขาจ้องมองภาพเสือหนุ่มที่กำลัง 'เชื่อง' ต่อหน้าสตรีเชลยด้วยความรู้สึกที่บิดเบี้ยวในอก
"ดูท่าพยัคฆราเชนทร์จะเจอ 'เจ้าของ' คนใหม่เสียแล้วสินะ" สิงหราชเอ่ยเสียงเย็นชา ทว่าดวงตาสีทองกลับฉายแววริษยาอย่างปิดไม่มิด
กลางห้องโถงอาหารที่เคยมีแต่ความเงียบและกลิ่นคาวของเนื้อดิบ บัดนี้กลับถูกแทนที่ด้วยกลิ่นหอมกรุ่นของเครื่องเทศป่าและเนื้อย่างที่ถูกปรุงอย่างพิถีพิถัน เซเรน่า ยืนเช็ดมืออยู่อย่างเงียบๆ ขณะมองดู พยัคฆราเชนทร์ ที่กำลังจัดการกับอาหารตรงหน้าอย่างเอาเป็นเอาตาย
เขากินอย่างตะกราม แต่ละคำที่เคี้ยวดูเหมือนจะมีความสุขจนหูเสือบนศีรษะขยับไปมาอย่างลืมตัว แววตาที่เคยดุดันกระหายเลือด บัดนี้กลับวาววับด้วยความพึงพอใจ
เหมันต์ และ สิงหราช ที่นั่งอยู่หัวโต๊ะต่างวางชิ้นเนื้อดิบในมือลง พวกเขาจ้องมองน้องชายคนเล็กด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความฉงน
"พยัคฆราเชนทร์... เจ้าโดนสตรีนางนี้ร่ายมนตร์ใส่รึไง?" สิงหราชเอ่ยเสียงเรียบพลางหรี่ตาสีทองมอง "เนื้อที่ผ่านไฟจนสุกกระด้างเช่นนั้น มันมีอะไรน่าพิสมัยนักหนา"
"แคกๆ!" พยัคฆราเชนทร์สำลักเล็กน้อยก่อนจะรีบกลืนเนื้อคำโตลงคอ "พวกท่านไม่รู้อะไร รสชาติแบบนี้... มันไม่ใช่แค่เนื้อ แต่มันคือ..." เขาหยุดพูดพลางเหลือบมองเซเรน่าที่ยืนยิ้มบางๆ อยู่ข้างเตา "มันคือความร้อนแรงที่ข้าไม่เคยเจอมาก่อน! พวกท่านลองชิมดูสิ แล้วจะรู้ว่าที่ข้าพูดไม่ใช่เรื่องโกหก"
เหมันต์ พี่ใหญ่ผู้เย็นชาเลิกคิ้วมองจานของพยัคฆราเชนทร์อย่างพิจารณา "อสูรอย่างเราต้องการเลือดและพลังงานจากเนื้อสด การทำให้สุกคือการทำลายสารอาหาร... สตรีนางนี้แค่กำลังล่อลวงเจ้าด้วยรสสัมผัสจอมปลอม พยัคฆราเชนทร์"
"ถ้ามันคือของจอมปลอม... งั้นทำไมพี่ใหญ่ถึงจ้องจานของข้าไม่วางตาล่ะ?" พยัคฆราเชนทร์ย้อนถามพลางยกจานหลบ ราวกับกลัวว่าพี่ชายจะมาแย่ง
เซเรน่าเห็นโอกาสจึงก้าวออกมาข้างหน้า เธอถือถาดที่มีเนื้อย่างส่วนที่นุ่มที่สุดซึ่งหมักด้วยน้ำผึ้งป่าและพริกไทยดำข้ามมาวางตรงหน้าเหมันต์และสิงหราช
"ลองเปิดใจชิมดูสักคำเถอะค่ะ" เสียงหวานนุ่มแต่เด็ดเดี่ยวของเธอทำให้ทั้งห้องเงียบกริบ "ถ้าพวกท่านกินแล้วรู้สึกว่ามันห่วยแตก ฉันยินดีจะเดินกลับเข้าห้องขังโดยไม่เกี่ยงงอน... แต่ถ้ามันทำให้พวกท่านรู้สึกดีขึ้นแม้เพียงนิดเดียว ได้โปรดอนุญาตให้ฉันใช้ครัวนี้ดูแลพวกท่านต่อไปด้วยนะคะ"
สิงหราชมองหน้าเซเรน่า ความ "ธงเขียว" ของเธอ—ความจริงใจที่ไม่มีจริตจะก้าน—ทำให้เขาเริ่มลังเล เขาใช้กรงเล็บจิ้มเนื้อชิ้นหนึ่งเข้าปาก
ทันทีที่รสสัมผัสแตะลิ้น... สิงหราชชะงักไปครู่หนึ่ง รสหวานอ่อนๆ ของน้ำผึ้งที่ตัดกับความเผ็ดร้อนและกลิ่นหอมของถ่านไม้ มันระเบิดความรู้สึกที่เขาไม่เคยรู้จักมาก่อนออกมา มันไม่ใช่ความอิ่มทางกาย แต่มันคือความ "อบอุ่น" ทางใจอย่างประหลาด
เหมันต์เห็นท่าทีของน้องชายทั้งสองเปลี่ยนไป เขาจึงยอมหยิบเนื้อขึ้นมาทานบ้าง... ความเย็นชาที่เคยเป็นเกราะกำบังในใจของเขาเริ่มสั่นคลอน รสชาติอาหารของเซเรน่ามันเหมือนแสงแดดที่ส่องลงบนหิมะที่หนาเตอะในใจเขา
[ระบบ: สิงหราชและเหมันต์เริ่มสงสัยในหัวใจตัวเอง]
[ระบบ: ความน่าเชื่อถือของเซเรน่า +15 (สถานะ: กุ๊กส่วนตัวของสามจ้าวป่า)]
"เจ้าใส่อะไรลงไปในนี้กันแน่ เซเรน่า?" เหมันต์ถามด้วยเสียงที่ทุ้มต่ำและสั่นพร่าเล็กน้อย "มันทำให้ข้า... รู้สึกเหมือนไม่ได้เป็นอสูรที่โดดเดี่ยวอีกต่อไป"
เซเรน่ายิ้มกว้าง รอยยิ้มที่สว่างไสวที่สุดเท่าที่พวกเขาเคยเห็นมา "ฉันใส่ 'ความหวัง' ลงไปด้วยค่ะ... หวังว่าพวกท่านจะเลิกมองฉันเป็นแค่เชลย แล้วลองมองฉันในฐานะเพื่อนร่วมชายคาดูบ้าง"
สิงหราชและเหมันต์ต่างนิ่งเงียบ พวกเขาไม่ได้ตอบรับ แต่สายตาที่พวกเขามองเซเรน่านั้นเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง มันไม่ใช่สายตาของนักล่าที่มองเหยื่อ... แต่เป็นสายตาของบุรุษที่เริ่มจะหลงเสน่ห์สตรีอย่างถอนตัวไม่ขึ้น
พยัคฆราเชนทร์ที่เห็นพี่ชายทั้งสองเริ่มเสียอาการ ก็รีบคว้าจานเนื้อกลับมาหาตัวทันที "เห็นไหมล่ะ! ข้าบอกแล้วว่ามันสุดยอด! ดังนั้นคืนนี้นางต้องไปนอนเฝ้าหน้าห้องข้า เพื่อเตรียมมื้อเช้าให้ข้าเป็นคนแรก!"
"หยุดเพ้อเจ้อ พยัคฆราเชนทร์" สิงหราชสวนขึ้นทันที "นางต้องไปเช็ดแผลที่ไหล่ให้ข้าต่างหาก... ข้าเจ็บปวดจากการรบเมื่อครู่"
